thejew's profilejew's spacePhotosBlogLists Tools Help

Blog


    October 28

    ขอมือหน่อยได้ไหม อิอิอิ

    ลมเย็น ๆ พัดมาแล้ว   ฉันเพิ่งรู้สึก
    ฟ้าลึก ๆ มองขึ้นไปดูช่างสดใส
    แต่มือเย็น ๆ ฉันตอนนี้นั้นไม่มีใคร
    ไม่มีใครสัมผัส  มันทนไม่ไหว
     
    เพลงเค้าบอกไว้  ลมหนาวมาถึงเมื่อไร
    มันต้องเหงาในใจ  ตามเสียงเพลงอยู่เรื่อยไป
    คราวนี้ถ้าต้องเจอ  ลมหนาวฉันขอร้องเธอได้ไหม
     
    ขอมือหน่อยได้มั้ย  อากาศหนาว ๆ ไม่ชอบเลย
    ขอมือหน่อยอย่าเฉยเมยจนฉันนั้นต้องเสียใจ
    อยากขอแค่ไออุ่นจากเธอได้ไหม
    บอกความรู้สึกข้างใน  ก่อนหน้าหนาวคราวนี้
    จะผ่านไป...
     
    อีก 9 วันไปดูคอนเสิร์ต FRIDAY ที่พารากอน
    เย้ ๆ ๆ
    October 21

    เรารักในหลวง

    เรารักในหลวง
     
    ข่าวในหลวงทรงพระประชวรคราวนี้  คนไทยแสดงพลังได้ไม่ผิดไปจากครั้งก่อน ๆ  เพราะคนไทย "รักในหลวง" จริง ๆ 
     
    ย้อนหลังไปเมื่อปีก่อน  ก่อนเหตุการณ์ที่จะถึงพิธีฉลองราชย์สมบัติครบ ๕๐ ปี  ทุกหน่วยงาน  กรม  กอง  ภาครัฐ  และประชาชน  ร่วมใจกันทำความดีเพื่อถวายในหลวง  จนบางครั้งเราก็คิดว่า  เรื่องบางเรื่องอย่าเอาในหลวงมาอ้างเลยนะ  ท่านจะชอบใจหรือเปล่า  ไม่มีใครรู้   จนถึงวันงานจริง ๆ ก็เกิดภาพประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ   การรวมใจครั้งใหญ่เพื่อในหลวงของเรา  แต่เรื่องของ "ความรัก" ก็มีเรื่องของความเข้าใจผิดเสมอ
    หลังจากวันงาน  ทั่วโลกคงจะตะลึงกับระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแบบประเทศไทย    บางประเทศที่นิยมประชาธิปไตยแบบสุดขั้ว   ก็คงคิดว่าคนไทยงมงาย  และคลั่งในหลวงอย่างไม่ลืมหูลืมตา  มีภาพที่ไม่เหมาะสมหลายภาพถูกส่งต่อทาง e-mail ทางเว็ปไซด์บางเว็ปไซด์   ข่าวทางเสียหายเริ่มปรากฎ  บ้างว่าคนในวันนั้นถูกเกณฑ์ให้ไป  ไม่รู้ว่าเป็นผลงานของใคร  นี่คงเป็นธรรมดาโลกที่  ได้ลาภ เสื่อมลาภ...สรรเสริญ  นินทา    ส่วนปีนี่ก็ยังเป็นงานเกี่ยวกับในหลวงพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา  ทุกภาคส่วนจัดงานได้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ปีที่แล้ว  จนตอนนี้ในหลวงประชวร  ก็มีประชาชนไปเฝ้าที่โรงพยาบาลศิริราช   ไปลงชื่อถวายพระพรวันละเป็นหมื่นคน   ในฐานะคนไทย  คุณคิดยังไงกับเหตุการณ์นี้  รักในหลวงมั้ย  รักเพราะอะไร  ตามกระแส  หรืองมงายอย่างที่ฝรั่งว่าคนไทย
     
    เราคิดออกและตอบได้ชัดแล้วว่า  จะรักในหลวงมั้ย  และทำไมถึงรักในหลวง    เราเป็นเด็กในยุคที่กลับบ้านมายังไม่มีเกมเศรษฐี  เกมทศกัณฐ์  รายการโทรทัศน์ที่ดูเป็นประจำทุกวันก็คือ   หนังจีนกำลังภายในตอนสี่โมง  หนังจักร ๆ วงศ์ ๆ  และตามต่อด้วยการ์ตูนอืกคิวซังเณรน้อยเจ้าปัญญา    พอจบก็พอดีกับกินข้าวเย็นเสร็จ  เตรียมตัวอาบน้ำ  ก็พอดีแหละ  ข่าวพระราชสำนักมาแล้ว  ไม่สนุกเหมือนหนังที่ดู  มีแต่ข่าวในหลวงทำโน้นทำนี่  ไปที่โน้นที่นี่  ในหลวงทำงานทุกวัน
     
    และด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือกันทั้งบ้าน  บ้านจึงเต็มไปด้วยหนังสือ  หนังสือในหลวงก็มีหลายเล่ม  ติโต  นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ  พระมหาชนก  มีหลายเล่ม  อ่านจบบางเล่ม
     
    ล่าสุดเลย  แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  ได้ยินนะแต่ตอนแรกไม่เข้าใจ  เพราะที่บ้านไม่ได้ทำเกษตรกรรม  ไม่สามารถแบ่งพื้นที่ไว้ปลูกข้าว  มีบ่อน้ำ  เลี้ยงสัตว์  ก็เข้าใจว่าในหลวงทรงคิดให้คนที่ทำเกษตร   ที่เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศ  คิดเท่านี้จริง ๆ
     
    จนตอนนี้  ทำงานแล้ว  ได้เงินมาใช้เองพอบ้างไม่พอบ้าง  ก็เลยรู้ว่าทำงานเหนื่อยจังเงินก็ได้น้อย  เวลาทำอะไรก็ต้องใช้เงินเยอะ  หยุดทำงานก็ไม่ได้ความรับผิดชอบค้ำหัวอกหัวใจ    ลองกลับไปคิดใหม่  ว่าตอนเราเด็ก ๆ เห็นในหลวงทำงานมากแค่ไหน   ข่าวที่เราดูตอนเด็กเป็นของจริงไม่ใช่ภาพลวงตา  เราทำเพื่อตัวเองแต่ในหลวงทำเพื่อคนทั้งประเทศ    และเวลานี้กระแสทุนนิยมทำให้เราต้องแข่งขัน  แต่ถ้าเราตามจนไม่รู้จักพอเราจะกลายเป็นยังไงนะ  เศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้กับทุกคน  คนเมืองอย่างเรานี่แหละ  ของที่มีอยู่แล้วไม่ซื้อก็ไม่ตายก็ต้องรู้จักพอ    ในขณะที่ข่าว  โฆษณา  บอกว่าเราต้องมีต้องเป็น  อย่างนั้นอย่างนี้  ในหลวงบอกให้เรามีความเพียร  ทำความดีเพื่อความดี  ให้รู้จักพอและรู้จักตัวเอง 
     
    เท่านี้ในหลวงก็เป็นมากกว่าในหลวง  เหมือนพ่อคอยบอก เตือน ให้รู้ทันความเป็นไปของโลก    ความรักที่รู้สีกและผ่านการคิด  เป็นความรักที่ชัดเจนและมั่นใจ  "ทำความดีตามอย่างพ่อกันเถอะนะ"
     
    ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
     
    October 20

    ลมหนาว

    กรุงเทพ ฯ หนาวแล้ว
     
    ลมหนาวบาง ๆ พัดมาที่กรุงเทพ ฯ แล้ว  เปลี่ยนเมืองที่ร้อนแรงสุมรุมด้วยปัญหาให้สดใสและน่าอยู่ขึ้น
    ลมหนาวไม่ทำให้ปัญหาลาไปพักร้อน  ความไม่เข้าใจลาป่วย
    หน้าหนาวจึงมีปัญหาเหมือนหน้าร้อนและหน้าฝน
    แต่มีลมหนาวที่เหมือนผู้ใหญ่ใจดี เข้าใจและบอกให้ยิ้มรับกับปัญหา
     
    ลมหนาวพัดมาคราวนี้  ขอให้มีความสุขกันทุก ๆ คน
    จาก...คนมีปัญหาได้ทุกวี่วัน

    May 18

    หน้าฝนแล้ว

    นั่งอ่านหนังสืออยู่บ้านเตรียมสอบคอม ฯ  เบื่อ ๆ ก็เลยมาเขียนบล็อก
    วันนี้เขียนอย่างไม่ไม่แก่นสารใด ๆ
     
    หน้าฝนแล้วต้นไม้ที่บ้านก็ดูจะเขียวสด  และเต่งตึงขึ้น  ต้นเล็บมือนางที่ซื้อไว้นานมากแล้ว สัก 10 ปีเห็นจะได้
    ออกดอกพวงใหญ่ ๆ ให้ดูหลายพวง  บางที่ก็กลัวงูนะ  มีคนบอกว่างูชอบมาอยู่กับต้นเล็บมือนางบ้างล่ะ  มีต้นเล็บมีอนางแล้วงูเขียวชอบมาบ้างล่ะ  ทั้งหมดนี้ก็ทำให้เรากึ่ง ๆ จะเชื่อนะ  ก็เลยกลัว   แต่ดอกเล็บมือนางก็สวยมาก  ตอนเช้า ๆ หรือดึก ๆ ก็หอมด้วย  แต่ก็ไม่มีใครขึ้นไปดมหรอก  มีเราคนเดียว
     
    อ่านหนังสือไปเรื่อย ๆ บางที่ก็ตื่นเต้นขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล  เพราะอ่านไปแล้วก็กลัวอาจารย์จะถามยาก ๆ แล้วตอบไม่ได้  คิดขึ้นมาบางที่ใจก็เลยสั่น ๆ กลัวจัง  แต่กลัวคราวนี้ไม่มีใครบอกหรอก  เราคิดเองกลัวเองเลย  เพราะใคร ๆ ก็บอกว่าตอบได้อยู่แล้ว  ไม่ต้องกลัว
     
    บ่นมาเรื่อย ๆ ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกี่ยวกันเลย  หน้าฝน  งูเขียว  ดอกไม้  และการสอบ
    มีใครบอกได้ว่ามันเกี่ยวกันยังไง  บอกที
     
     
     
    March 28

    ไม่นานมานี้เอง

    กลางดึกตีสอง  บนบ้านที่ชั้นสาม  ไม่ได้อยู่อย่างนี้มานานแล้ว
    ทุกอย่างเงียบ  ในบ้านเงียบ  นอกบ้านเงียบ 
    นาน ๆ จะได้ยินเสียงรถมอร์เตอร์ไซด์  ตุ๊ก ๆ และเสียงคนกวาดถนน
     
    คืนนี้นอนไม่หลับทั้ง ๆ ที่กลางวันทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด  แม้จะดึกดื่นขนาดนี้เราก็มีนิ้วเป็นเพื่อนในหน้าจอคอมพิวเตอร์  นั่งอ่านบล็อกและเขียนบล็อก  คืนวันนี้เป็นคืนวันที่ดีสำหรับเรา  ใช่แล้ว...แม้ว่าเราจะนอนไม่หลับ
     
    "ไม่นานมานี้เอง" เราอยากมอบให้คนสองคน
    คนแรกเป็นเพื่อนที่คบกันมานาน  ส่วนอีกคนเป็นคนที่ทนคบเรามานาน
    เพื่อนคนแรกคือ "นิ้ว"
     
    นิ้ว  เราจะเขียนเรื่องนิ้วด้วยสีฟ้า  เพราะนิ้วเป็นเด็กหญิงแห่งวันศุกร์  เรายังจำวันที่เราเห็นพรายน้ำครั้งแรกได้  จุดเรืองแสงสีฟ้าลอยมากับน้ำทะเล  เรานึกถึงดาวศุกร์และตอนนั้นเราอยากให้นิ้วได้มาเห็นด้วยกัน  นิ้วต้องตื่นเต้นและชอบมันมากแน่ ๆ 
           ก่อนเราจะเขียนบล็อกเราไม่นาน  เราเข้าไปอ่านบล็อกของนิ้ว  เราไม่เคยบอกนิ้วเลยสินะ  ว่าเราชอบอ่านตัวหนังสือของนิ้วนะ  ที่เราชอบเพราะอ่านทีไร  เรารู้สึกว่าเป็นนิ้วดี  ถึงบางช่วงเราจะไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกัน  แต่ถ้าได้อ่านเราก็รู้สึกสัมผัสได้  นิ้วที่เรารู้จัก  เขียนต่อไปเรื่อย ๆ นะนิ้ว
     
    "อีกคน" ที่ทนคบเรามานาน
    คืนนี้เราอยากบอกว่า  ขอบคุณมากที่ทนคบกันมานานขนาดนี้  และขอบคุณสำหรับคำแนะนำในช่วงเวลาที่ชีวิตเหนื่อยแสนเหนื่อย  เค้าจำได้ "หายใจลึก ๆ ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำ"
     
    ตีสามแล้ว  ไม่รู้เขียนมานานเท่าไหร่  เหมือนกับที่ไม่เคยนึกว่าคบกันมานานเท่าไหร่ 
    นึก ๆ ไปก็รู้สึกว่า  "ไม่นานมานี้เอง"
     
     
     
    March 09

    วันมาฆะที่ผ่านมา

    เมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา  เป็นอีกวันที่ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากในหนึ่งวัน 
    ผ่านมาหกวันแล้ว   นึก ๆ ไปก็ยกให้วันนั้นเป็นวันที่เราชอบที่สุดในรอบเจ็ดวัน
     
    ในวันนั้นมีรายการที่ได้ทำลงไปดังนี้...
    ตอนเช้าเข้า'มหาลัย ไปทำแล็ป  ตอนเที่ยงไปตัดผม  ตอนบ่ายนัดเมย์ไปศูนย์ประชุมสิริกิตติ์
    ในงานที่ศูนย์ประชุมจองเรียนดำน้ำด้วยเพราะมีโปรโมชั่นซื้อหนึ่งคนเรียนฟรีหนึ่งคน 
    แล้วการดำน้ำเป็นก็เป็นอีกหนึ่งความฝันของเมย์ซะด้วย  เราสองคนเลยตกลงกันว่าเรียนด้วยกันจ่ายคนละครึ่งราคา
    สนุกดีได้ทำให้ชีวิตได้ตื่นตาตื่นใจจากชีวิตประจำวันเดิม ๆ และจะได้ไปสอบที่พัทยาด้วย
    แล้วเราก็จองแพ็กเก็จไปเที่ยวสมุยต่างหากอีกหนึ่งโปรแกรม  หน้าร้อนปีนี้ดูใกล้ชิดกับทะเลจริง ๆ
     
    จบจากการเที่ยว  เราสองคนก็ไปวัดเนื่องในวันมาฆบูชา
    ตามเส้นทางวันนั้นเราตกลงกันไปวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร
    วัดที่อยู่ท่ามกลางแหล่งแฟชั่นของสยามสแควร์
    ประสาวัยรุ่นเราไปสยามกันบ่อยแต่วันนั้นเป็นครั้งแรกที่เราไปวัดนี้ 
    วัดหาไม่ยากเรียงหน้ากระดานอยู่ในแถวเดียวกับ
    -สยามดิสคัพเวอร์รี่
    -สยามเซ็นเตอร์
    -สยามพารากอน
    และถูกห้อมล้อมด้วย
    เซ็นทรัลเวิร์ลและสยามสแควร์
    วันนั้นเราสองคนเวียนเทียน  กราบพระในโบสถ์  และถวายสังฆทานด้วย
    ทางวัดมีนิทรรศการเกี่ยวกับวันมาฆบูชาและเกี่ยวกับวัด  เราเลยรู้ว่าวันนี้มีมาตั้งแต่ ร.4
    คิดอีกทีตอนเราเด็ก ๆ ยังไม่มีสยามดิสคัพเวอร์รี่เลย  สยามพารากอนก็เคยเป็นสยามคอนติเนลตัลมาก่อน 
    เซ็นทรัลเวิลร์ก็เปลียนมาจากเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์  ทุก ๆ อย่างก็เปลี่ยนไปเยอะ  แต่วัดก็ยังคงอยู่
    ตอนไหว้พระแล้วเดินออกมาจากวิหาร 
    ได้เห็นมุมมองที่เท่มาก ๆ ถ้าบอกว่าตอนนั้นเรายืนอยู่ในวัดที่เงียบ ๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
    วันนั้นไม่ได้ติดกล้องไป  เดี๋ยวว่าง ๆ จะกลับไปถ่ายรูปอีกที
     
    ออกมาเราไปดูหนังเรื่อง The departed เราว่าสนุกดีนะ  ทั้งที่ปกติก็ไม่ชอบดูหนังยิง ๆ กันเท่าไหร่
    ออกจากโรงก็ดึกแล้ว  เราก็เลยรีบกลับบ้านกัน  ดวงจันทร์วันนั้นก็สวยสมเป็นจันทร์วันมาฆะ
    ดึกคืนนั้นจะมีจันทรุปราคาเต็มดวงด้วย  แต่ไม่ได้ดูหลับไปซะก่อน  ที่จำได้ตอนนี้ดวงจันทร์วันนั้นก็เลยไม่ได้แหว่งแต่อย่างใด
     
    จบ.
    July 17

    อึดอัดใจ

    คืนนี้นอนไม่หลับ  อึดอัดใจ  แต่ไม่อยากอธิบาย 
     
     
     
    June 02

    การเดินทางบนสันดาบ

    สวัสดีทุก ๆ คน
    ต่อจากความเดิมตอนที่แล้ว  ที่เกริ่นว่าจะไปเดินทาง 
    เราเดินทางกลับมาแล้ว  กลับมานานแล้ว  แต่กว่าจะว่างเขียนก็ติดงานอีกหลายอย่าง
    นั่นเป็นเรื่องดี  เพราะเวลาที่นานออกมาจากวันนั้น  ทำให้เรามองภาพวันนั้นได้กว้างขึ้น
    เอาล่ะ  เริ่มเรื่องของวันนั้นจากภาพที่เรามองจากวันนี้นะ
     
    การเดินทางคราวนั้น  ไปหลายที่ 
    อินทนนท์ เชียงใหม่ 
    นางแก้ว เชียงราย
    และกลับไปอ่างขาง เชียงใหม่อีกที
     
    ไปคราวนี้นางแก้วได้เป็นนางเอก  ในความคิดเรา
    เพราะนางแก้วเป็นผู้หญิง  : )
    ไม่แค่นั้นหรอก  เพราะเราเคยไปนางแก้วเป็นครั้งแรก  นางแก้วจึงทำให้เราตื่นเต้นที่สุด 
    และมากกว่านั้นเพราะความเป็น  "นางแก้ว"  เองด้วย
     
    ดอยนางแก้วเป็นดอยหนึ่งในอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน  จังหวัดเชียงราย 
    อุทยานแห่งชาตินี้คงมีภูเขาหลายลูก  แต่ที่เราได้ยิน  ได้รู้จัก  มีแค่ภูเขาสองลูกที่ชื่อ 
    ดอยลังกาหลวง  และ  ดอยนางแก้ว 
    ทั้งสองอยู่ตรงข้ามกัน 
    ดอยลังกาหลวงเป็นภูเขาที่มียอดครึ่งวงกลม  เมื่อขึ้นไปถึงยอดภูเขาก็จะเป็นที่กว้าง ๆ คล้าย ๆ ทุ่งหญ้า
    ดอยนางแก้วมียอดเป็นสันดาบ  เมื่อขึ้นไปถึงยอดภูเขาจะเป็นทางเดินยาว ๆ คล้ายไปตามทางของรางรถไป
    ทางเชื่อมของภูเขาสองลูกนี้ก็เป็นสันดาบอีก  แต่เป็นดาบที่คมกริบ
    เพราะทางเดินที่กว้างเพียงเมตรครึ่ง  พร้อมกับขนาบด้วยผาชันทั้งสองข้างทาง
    ระหว่างทางมีที่หนึ่งเรียกว่า "ผาโง้ม" เป็นจุดที่อันตรายที่สุด
    มีคนเคยตกลงไป  คนเคยไปบอกว่าคงเป็นเพราะความงามระหว่างทาง
    เมื่อมองจากตรงนั้น  จะเหมือนเราลอยได้ 
    เพราะพื้นดินอยู่เกินหน้าเราไม่มากนัก  ทำให้เราเหมือนลอยอยู่กลางหน้าจอขนาดใหญ่
    ที่มีภาพภูเขาสลับซับซ้อนและสีอ่อนเข้มสลับกันของพรรณไม้  ภาพนี้ไกลไปสุดสายตา
    เมฆบาง ๆ เคลีย ๆ ตัวเราได้ที่ความสูงระดับนั้น
     
    ความงามทั้งหมดนี้  ทำให้คนเราลืมระวังตัว!
     
    อรัมภบทมานาน  กลัวว่าเรื่องแวดล้อมที่จะทำให้รู้จักนางแก้วมากขึ้น
    กลับจะทำให้นางแก้วของเราน่าสนใจลดลง  เรามามองนางแก้วชัด ๆ เลยดีกว่า
     
    วันที่เดินทางสู่นางแก้ว...
    เราเริ่มเดินทางตอนประมาณ 8 โมงเช้า  เดินไปเรื่อย ๆ ผ่านสวนกาแฟ  ผ่านแปลงปลูกเสาวรส
    เดินเรื่อย ๆ เข้าสู่เขตป่า  ทางเดินชันขึ้น  ยอดดอยที่เรากำลังเดินไป  สูง 1500 จากระดับน้ำทะเล
    เมื่อทางเดินชัน  ก็ทำให้ไต่ความสูงได้เร็ว 
    ป่ารอบข้างไม่รกมากนัก  ทำให้เราได้เห็นท้องฟ้าและพื้นข้างล่างได้ชัด
    เมื่อได้ระดับ  เราก็พบกุหลาบพันปีที่เราตามหา  Rhododendron  veitchianum  Hook.
    ระหว่างทางต้นไม้ก็เปลี่ยนชนิดไปเรื่อย ๆ ตามความสูง  ตามสังคมป่า
    สูงขึ้นไปเราเจอต้นสน
    สูงขึ้นไปเราเจอต้นก่อ
    สูงขึ้นไปเราเจอต้นเหมือด
    สลบ...เหมือด
    มื้อกลางวันพวกเราก็ได้ความสูงที่ต้องการ 1500 เมตรจากระดับน้ำทะเล 
    เราจะผ่านเรื่องมื้อกลางวันไปอย่างรวดเร็ว  เพราะมีอาหารกลางป่าที่สนุกว่านั้น
    ต้นไม้ของหวานที่แสนชุ่มคอ  เป็นต้นไม้ใหญ่  มีลูก  ชื่อ เอี่ยบ๊วย
    เอี่ยบ๊วย  ลูกเหมือนลิ้นจี้  แต่สีเหลืองอ่อนและใสเหมือนส้มโอ  รสชาติก็เหมือนส้มโอด้วย
    บางลูกก็เปรี้ยว  บางลูกก็หวาน  แต่เปรี้ยวมีมากกว่ามาก
     
    เปรี้ยวทำให้ชุ่มคอ  หวานทำให้หิวน้ำ
    ธรรมชาติคงรู้ว่าเราต้องเดินทางไกลและน้ำมันก็หนักด้วยสิ
     
    หลังมื้อกลางวันพวกเราเดินสบายขึ้นเพราะจากทางชันเราก็ได้เดินบนสันดาบกันแล้ว
    ไม่น่าเชื่อ  ทฤษฏีว่าไว้เป็นเรื่องจริง  ทุกความสูง 1 กิโลเมตร  อุณหภูมิจะลดลง 1 องศา
    บนสันดาบอากาศเย็น  ลมพัดมาก็เย็น  บนนั้นอากาศเย็นตลอดทั้งวัน  ตลอดทั้งปี
    บนสันดาบทางเดินมีทางเดียว  ถ้าไม่ไปข้างหน้าก็กลับไปข้างหลัง 
    ต้นไม้บนนั้นมีรูปทรงประหลาดตา  ทุกต้นดูแกร่ง  หันหน้าไปทางเดียวกัน  คือ  หันหลังให้ลม
    แม้สันดาบของนางแก้วจะกว้างกว่าผาโง้ม  หน้าผาสองข้างทางก็ไม่ชันเท่าผาโง้ม
    แต่ภาพที่เห็นก็คงสวยไม่แพ้กัน  บนนางแก้วมองกลับมาเห็นลังกาหลวง
    มองไปไกล ๆ เห็นเทือกเขาสุเทพ  ทะเลภูเขาสูดลูกหูลูกตา
    ต้นสนใหญ่ที่เดินผ่านเมื่อเช้า  มองกลับไปดูเล็กเหลือเกิน
    แสงแดดส่องภูเขาทุกลูก  และลับเหลี่ยมเขาไปในที่สุด
    เย็นวันนั้นเป็นยามเย็นที่สวยที่สุดในรอบปี
     
    การเดินทางบนสันดาบ 
    แม้มีทางเดียวแต่ไม่มีความรู้สึกถูกบังคับ
    แม้มีทางเดียวแต่ก็มองได้รอบตัว 
    การเดินทางบนสันดาบช่างมีความสุขนัก 
    แต่กว่าจะขึ้นถึงก็ผ่านเวลามาครึ่งค่อนวัน  เหลือเวลาให้ชื่นชมความงามไม่นานเท่าไหร่
    เรายังต้องเผื่อเวลาให้กับการเดินลง  เวลาที่จะเดินทางกลับไปนอนในบ้านเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา
    การเดินไปของชีวิตก็มีทางเดียวเหมือนกัน 
    ไม่รู้ว่ากว่าจะถึงสันดาบจะกินเวลาชีวิตไปเท่าไหร่ 
    เรื่องระหว่างทางสวยงาม น่าจดจำ 
    แต่บางทีเราก็เพลิดเพลินจนลืมจุดหมาย
    เหนื่อยหน่อยเราก็อยากพัก  เจอสิ่งสวยงามเราก็อยากชื่นชม
    จนถึงวันนี้เราก็เที่ยวเล่นมาเยอะแล้ว 
    ไม่รู้ว่า  กับสิ่งที่เราตั้งใจไว้
    ...เราจะเดินไปถึงมั้ย  จะเหลือเวลาเท่าไหร่นะ
     
     
    May 06

    เกริ่นนำ...จิ๋วน้อยผจญภัย

    ทำ blog แล้วนะ นิ้วกะแอน สองเพื่อนที่เคี่ยวเข็ญให้เราทำโดยไม่ยอมบอกว่าทำอย่างไร
    ช่วงนี้เราเดินทางเยอะเชียว  จนรู้สึกอ่อนล้าจากการเดินทาง  ไม่รู้เพราะอะไรนะจึงเป็นแบบนี้
    พรุ่งนี้เราก็จะเดินทางอีกละล่ะ  หลังจากคราวนี้แล้วเราจะพักสักหน่อย 
    แล้วก็มารวบรวมเรื่องราวจากที่ทางต่างๆที่ได้ไปมา
    บางทีพลังอาจจจะมาจากการทบทวนก็ได้ 
    คอยติดตามนะ  คิดๆดูแล้วก็น่าสนุกเชียวล่ะ
     
    ผ้ากระเป๋าเป้เริ่มบางละ  รองเท้าก็เปลี่ยนมาหลายคู่  มันก็ต้องมีหลายเรื่องราวสินะ
    จิ๋วน้อยผจญภัย